9 (+1) วิธีดูแลผู้สูงวัย…ง่ายๆ ใครๆ ก็ทำได้

คุณพ่อคุณแม่ทุกท่านเมื่่ออายุมากขึ้นเข้าสู่วัยชราก็ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ วันนี้เราจะมาแนะนำเทคนิคต่างๆ ในการดูแลผู้สูงวัย รับรองว่าทำได้ไม่ยาก แค่อาศัยความใส่ใจ

 Jordan Evans Authentic Jersey Richie Ashburn Womens Jersey wholesale nfl jerseys from china

01

 

 

 

เวลาผ่านไปมากถึงเพียงนี้แล้วหรือ…

หากสังเกตให้ดี คุณพ่อคุณแม่หรือคนใกล้ตัวเราอาจกำลังเข้าสู่วัยชราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเตรียมตัวเพื่อดูแลผู้สูงวัยจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ใครที่มีผู้สูงอายุที่ต้องดูแล ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย วันนี้เรามีวิธีดูแลสุขภาพผู้สูงอายุมาฝาก

  1. เลือกอาหารการกิน วัยนี้ร่างกายมีการใช้พลังงานน้อยลงจากกิจกรรมที่ลดลง จึงควรลดอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล และไขมัน ให้เน้นอาหารโปรตีนจากเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะปลา และเพิ่มแร่ธาตุที่ผู้สูงอายุมักขาด ได้แก่ แคลเซียม สังกะสี และเหล็ก ซึ่งมีอยู่ในนม ถั่วเหลือง ผัก ผลไม้ ธัญพืชต่างๆ ควรเลือกวิธีการปรุงให้สุกด้วยการต้ม นึ่ง ย่าง หรือ อบ นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสหวานจัด เค็มจัด และดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 6 – 8 แก้วต่อวัน
  2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หากไม่มีโรคประจำตัว แนะนำให้ออกกำลังกายแบบแอโรบิคสัก 30 นาทีต่อครั้ง สัปดาห์ละ 3 – 4 ครั้ง เพื่อบริหารหัวใจและหลอดเลือด โดยเริ่มจากการยืดกล้ามเนื้อก่อนออกกำลังเสมอ และค่อยๆ เพิ่มความหนักขึ้นทีละนิดใน 20 นาทีแรกจนถึงระดับที่ต้องการ และควรทำอย่างต่อเนื่อง จากนั้นจึงค่อยๆ ลดระดับความหนักลง และค่อยๆ หยุด เพื่อให้ร่างกายและหัวใจได้ปรับตัว
  3. สูดอากาศบริสุทธิ์ ลดโอกาสการเกิดโรค เช่น สวนสาธารณะ สถานที่ท่องเที่ยว หรือการปรับภูมิทัศน์ภายในบ้านให้ปลอดโปร่ง สะอาด อากาศถ่ายเทสะดวก ปลูกต้นไม้ จัดเก็บสิ่งปฏิกูลให้เหมาะสม ลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค และช่วยป้องกันโรคภูมิแพ้ หรือหอบหืดได้
  4. งดของมึนเมา ได้แก่ บุหรี่ สุรา ยาเส้น ช่วยลดโอกาสการเกิดโรค หรือลดความรุนแรงของโรคได้ รวมถึงลดค่าใช้จ่ายในการรักษา ลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ และอาชญากรรมต่างๆ
  5. ป้องกันความเสี่ยงอุบัติเหตุ ปรับสภาพแวดล้อมในบ้านให้ลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุหรือการหกล้ม เลือกกิจกรรมให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลและโรคที่เป็นอยู่ ส่งเสริมสุขภาพกล้ามเนื้อให้มีความแข็งแรง
  6. ควบคุมน้ำหนักตัวหรือลดความอ้วน ควบคุมอาหารและออกกำลังกายสม่ำเสมอ ช่วยทำให้คล่องตัว กระฉับกระเฉง ลดปัญหาการหกล้ม และความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ เช่น โรคข้อเข่าเสื่อม และโรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น

วิธีประเมินว่าน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์อ้วนหรือไม่ ให้คำนวณดัชนีมวลกาย หรือเรียกสั้นๆ ว่า BMI (body mass index) โดยควรมีค่า BMI อยู่ระหว่าง 23 – 24.9 กิโลกรัม/เมตร แต่ถ้าค่า BMI อยู่ที่ 25 กิโลกรัม/เมตร ขึ้นไปจะถือว่ามีน้ำหนักตัวเกิน ควรลดน้ำหนัก

สูตร ดัชนีมวลกาย(BMI) = น้ำหนักตัว(กิโลกรัม) / หารด้วยส่วนสูง(เมตร)ยกกำลังสอง

ตัวอย่าง ผู้สูงอายุหนัก 67 กิโลกรัม สูง 160 เซนติเมตร

ดัชนีมวลกาย(BMI) = 67 / (1.6 x 1.6) = 26.17 ถือว่าเข้าข่ายอ้วนควรลดน้ำหนัก

  1. เลือกใช้ยาให้เหมาะสม ไม่ควรซื้อยากินเอง หรือใช้ยาเดิมที่เก็บไว้มาใช้รักษาอาการที่เกิดใหม่ หรือรับยาต่อจากผู้อื่นมาใช้ เนื่องจากวัยนี้ประสิทธิภาพการทำงานของตับและไตในการกำจัดยาลดลง ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดพิษจากยาหรือผลข้างเคียง อาจมีอาการรุนแรงและเกิดภาวะแทรกซ้อนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ดังนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา
  2. หมั่นสังเกตอาการผิดปกติต่างๆ ของร่างกาย เช่น คลำได้ก้อน โดยเฉพาะก้อนโตเร็ว แผลเรื้อรัง มีปัญหาการกลืนอาหาร กลืนติด กลืนลำบาก ท้องอืดเรื้อรัง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ไอเรื้อรัง ไข้เรื้อรัง เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอกหรือถ่ายอุจจาระผิดปกติ มีอาการท้องเสียเรื้อรัง ท้องผูกสลับท้องเสีย หรืออาการผิดปกติอื่น ถ้าสังเกตพบอาการควรนัดพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียด
  3. ตรวจสุขภาพประจำปี แนะนำให้ตรวจสม่ำเสมอเป็นประจำทุกปี โดยแพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และอาจมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดแข็ง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง ตรวจหาโรคมะเร็งที่พบบ่อย ได้แก่ มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก รวมถึงการตรวจการมองเห็น การได้ยิน ตลอดจนประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุด้วย และควรเลือกตรวจกับแพทย์ประจำ หรือโรงพยาบาลเดียว เพื่อเก็บประวัติการรักษาและสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของร่างกายในด้านต่างๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

นอกจากการดูแลสุขภาพกายแล้ว สุขภาพใจก็เป็นสิ่งสำคัญ การทำจิตใจให้แจ่มใส มองโลกในแง่ดี ไม่เครียดหรือวิตกกังวลกับเรื่องต่างๆ มากจนเกินไป รวมถึงการเข้าใจและยอมรับตนเองของตัวเองและผู้อื่น จะช่วยให้เป็นผู้สูงอายุที่สุขภาพดีอย่างแท้จริง